สร้างเงิน ออนไลน์ ด้วยการรุกตลาดจีน


1เราเพิ่งจบการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาไปหมาดๆ เกิดกระแสต่างๆ มากมาย เพราะนโยบายของทรัมป์ที่เป็นนักธุรกิจ และต้องการให้คนอเมริกา มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดยหลายครั้งที่เขาหาเสียงนั้น ได้เปรียบเทียบอเมริกากับประเทศจีนเสมอๆ ก็เพราะจีนเจริญก้าวหน้ามาก และเป็นประเทศที่ใครๆ ก็อยากทำการค้าด้วยแล้วทั้งนั้น!! แล้วไทยเราเองล่ะ.. หันมาจับตลาดจีนกันแล้วหรือยัง?

ถ้าพูดถึง “คนจีน” หลายๆ คนอาจจะส่ายหน้า ทำปากเบ้ และไม่ชอบอย่างมากๆ คงจะเป็นอารมณ์เดียวกับที่หลายๆ คนเจอเพื่อนที่รู้จักมาหลอกสมัคร MLM ประมาณนั้น แต่ถ้าเราลองเปิดหู เปิดตา เปิดใจกันสักนิด จะรู้ได้ว่า ในสิ่งที่ไม่ชอบนั้น มีของดีซ่อนอยู่

โดยในการทำการตลาดทั่วไปนั้น เราต้องมีการเลือก Target Group ของลูกค้า ลองมาดูกันว่า ทำไมเราต้องรุกไปที่ตลาดจีน ก่อนอื่น อยากจะขอเล่าประวัติความเป็นมาเป็นไปของประเทศจีนก่อนสักนิด เพื่อปูพื้นว่า ทำไมเราต้องมาให้ความสนใจกับคนในประเทศนี้ ทำไมเราต้องเข้าไปค้าขายกับคนจีน

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ประเทศจีนมีประชากรมากที่สุดในโลก ซึ่งตอนนี้มีอยู่ประมาณ 1,300 – 1,400 ล้านคน (อันดับ 2 คือ อินเดีย) และในปีนี้ ทางรัฐบาลได้ประกาศออกมาแล้วว่า ให้ 1 ครอบครัวสามารถมีลูกได้ 2 คน จากเดิมที่ให้มีลูกได้ 1 คนเท่านั้น แน่นอนว่า จะทำให้คนจีนมีประชากรเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นจำนวนมหาศาล

2

ที่ เซี่ยงไฮ้คนจีนเรียนรู้เทคโนโลยีได้เร็วมาก เวลาซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ ไม่มีการพกเงินสดกันแล้ว ชำระผ่าน Dlipay และ WeChat กันทั้งนั้น

ส่วนเมืองเศรษฐกิจของจีนนั้น เป็นเมืองที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันดี คือ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เซิ่นเจิ้น ซึ่งทั้ง 3 เมืองนี้ ถือเป็นเมืองที่มีคนต่างชาติ เข้าไปทำธุรกิจเป็นจำนวนมาก มีความเจริญของสถานที่ และการใช้จ่ายค่อนข้างสูง ส่วนเมืองที่ยากจนที่สุดของจีนคือ กุ้ยหยาง เป็นเมืองที่อยู่ของ หวงกว่อซู่ (น้ำตกที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก) เพราะเมืองนี้เป็นชาวเขาหลายเผ่าอยู่กันอย่างมากมาย เลยพัฒนาไปได้ช้า แต่ก็เป็นเมืองที่เริ่มมีการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์อย่างมาก เพราะที่ดินราคาถูก และมีโอกาสเติบโตได้

มาดูเมืองเศรษฐกิจของจีน อย่างเซี่ยงไฮ้กันบ้าง เซี่ยงไฮ้ ถึงแม้จะไม่ใช่เมืองหลวง แต่เป็นเมืองท่าที่สำคัญมากของจีน เซี่ยงไฮ้ เริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจด้วย ตั้งแต่สมัยซูสีไทเฮา จนเกิดเป็นตำนานเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ที่หลายๆ ท่านคงเคยได้ดูกัน จริงๆ แล้วเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่ไม่มีประวัติอะไรมากมาย แต่ด้วยความเป็นเมืองแห่งการทำธุรกิจนี่เอง ทำให้เซี่ยงไฮ้ มีประชากรอาศัยอยู่ถึง 30-40 ล้านคน เมืองๆ เดียวของจีน เกือบจะครึ่งประเทศของไทยเราแล้ว เริ่มเห็นความน่าสนใจของประเทศจีนกันหรือยังคะ?

ลองมองง่ายๆ ถ้าจีนมีประชากรอยู่ 1,300 ล้านคน และถ้าเรามีสินค้าอยู่ 1 ชิ้น ที่จะนำไปขายที่ประเทศจีน ให้คนจีนได้ใช้สัก 1% ของประชากร คิดซิคะว่า จำนวนเงินมากมายมหาศาลแค่ไหน ที่เราจะได้กำไรกลับมา

4

แต่การเข้าไปรุกตลาดจีน ในสมัยก่อน ทำได้ยากมากถึงมากที่สุด ทั้งในเรื่องการปิดประเทศทางกฎหมาย การเมือง เศรษฐกิจ การใช้ภาษา ซึ่งเป็นภาษาจีน และการปิดกั้นเทคโนโลยีต่างๆ ทำให้การค้าระหว่างประเทศที่คนไทยเราจะเข้าไปนั้น ลำบากมาก แต่ในปัจจุบันการค้าขายกับคนจีนง่ายขึ้นมาก สิ่งที่ได้พบล่าสุดจากการไปเยี่ยมเยียนที่เซี่ยงไฮ้มาพบว่า คนจีนเรียนรู้เทคโนโลยีได้เร็วมาก เวลาซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ ไม่มีการพกเงินสดกันแล้ว ชำระผ่าน Dlipay และ WeChat กันทั้งนั้น (ถ้าเจอ QR Code ที่นี่ จง Scan ผ่าน WeChat เท่านั้น) และเกือบ 80% ของคนที่นี่ มีการใช้ Smartphone ในการทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดเวลา ถ้าด้านการสื่อสาร WeChat มาเป็นอันดับ 1 ของเมืองจีน ถ้าคนจีนจะซื้อ-ขายของก็ต้อง Tmall แต่ถ้าจะส่งนอกก็ต้อง Alibaba, Aliexpress ของ Jack Ma นั่นเอง และแน่นอนว่า ยักษ์ใหญ่เจ้าตลาดออนไลน์ ที่รวมคนใช้ไว้มากที่สุดคือ Baidu

Baidu คือ บริษัท Search Engine อันดับ 2 ของโลก รองจาก Google ที่พวกเราใช้กันอยู่นี่เอง ซึ่ง Baidu นั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ Search Engine แต่ Baidu ยังมีผลิตภัณฑ์อีกมากมาย โดยแยกเป็น App ที่ใช้บน PC หรือ App ที่ใช้บนมือถือยอดนิยม ได้แก่ Photo Wonder, Hao123, Du Browser และ Baidu Aap

ฉบับที่ 216 เดือนธันวาคม

ใช้ App ช่วยสังคม ลดช่องว่างคนที่ลำบาก

โดยล่าสุดทาง Baidu ได้ร่วมมือกับทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการเปิดใช้งาน Baidu Map ในประเทศไทย ให้กับคนจีน เพราะนักท่องเที่ยวจีน ถือเป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยสูงสุดในหลายปีที่ผ่านมา การใช้งาน Baidu Aap นี้ เพื่อจะให้คนจีนที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทย ได้รู้แหล่งกิน แหล่งเที่ยว ประเพณี และวัฒนธรรมของไทยผ่านทาง Baidu Map ซึ่งแน่นอนว่า คนจีนที่มาท่องเที่ยวในไทยนั้น 80% มีการนำ Smartphone มาด้วย และ 90% ของ Smartphone ที่นำมานั้น มี Baidu Map ในการใช้งานอยู่แล้ว และนี่ก็เป็นอีกโอกาสที่สำคัญมากในธุรกิจท่องเที่ยว ที่เราจะสามารถขายสินค้าให้กับคนจีนที่มาเที่ยวในประเทศไทยได้

และถ้าเราอยากทำตลาดค้าขายกับคนจีน เราก็ต้องเรียนรู้พฤติกรรมของคนจีนกันว่า จริงๆ คนจีนชอบอะไร ใช้อะไร และค้นหาอะไรบ้าง

3

คนจีนที่มาท่องเที่ยวในไทยนั้น 80% มีการนำ Smartphone มาด้วย และ 90% ของ Smartphone ที่นำมานั้น มี Baidu Map

จากผลการศึกษาของ Baidu พบว่า คนจีนมักจะค้นหาความบันเทิงต่างๆ เป็นหลัก ซึ่งไม่แตกต่างอะไรกับบ้านเรา แต่สิ่งที่แตกต่างเป็นอย่างมากในเรื่องที่เขาเพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นาน ทำให้คนในประเทศอยากออกไปเห็นโลกภายนอกว่า แต่ละประเทศมีการพัฒนาและมีสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ อะไรบ้าง จึงทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวในจีนเติบโตมากในระยะเวลาหลายสิบปีมานี้ ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวของคนจีนเลยทีเดียว ซึ่งตั้งแต่ปี 2003 ถึง 2015 คนจีนมาเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 300% และในปีที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นจุดมุ่งหมายอันดับ 1 ของการที่คนจีนจะมาเที่ยวในเมืองไทย โดยมีคนจีนมาเที่ยวในไทยมากถึง 120 ล้านคนกันเลยทีเดียว ซึ่งในปี 2016 นี้ ก็น่าจะมีคนจีนมาท่องเที่ยวในไทย ประมาณ 150 ล้านคนได้อย่างสบายๆ ซึ่งถ้าขายสินค้าให้กับคนจีน จำเป็นต้องเรียนรู้ก่อนเลยว่า Social Media ทั่วโลกมีอะไร แต่เมื่อเข้าจีน ทุกอย่างต้องเปลี่ยนเป็นจีน ซึ่ง Media Tools แต่ละอย่างจะแตกต่างกันออกไป ดังนั้นการตลาดต้องเปลี่ยนไปตาม Media ที่เขาใช้กันด้วย

อันนี้แค่เบื้องต้น ซึ่งใน Detail ยังมีอีกเยอะให้เราต้องค้นหาและติดตาม และจากที่เกริ่นนำมาทั้งหมด พอจะเห็นช่องทางการทำกำไรจากคนจีนบ้างหรือยังคะ?

Contributor

ปภาดา อมรนุรัตน์กุล

สาวนักกิจกรรมตัวยง ผู้ทุ่มสุดตัวให้กับทุกชุมชนสังคมที่เข้าร่วม ปัจจุบัน Goople ดำรงตำแหน่งกรรมการ บริษัท RedRank จำกัด เป็นเจ้าของหนังสือ และเว็บไซต์Successadsense.com เกี่ยวกับการทำ Google AdSense ให้ประสบความสำเร็จ และรับหน้าที่เป็นวิทยากรบรรยายให้กับหลายหน่วยงานเกี่ยวกับการสร้างรายได้บนอินเทอร์เน็ต

Twitter: http://twitter.com/Goople