6 ปัจจัยที่ดึงดูด VC ต่างชาติให้ลงทุนในสตาร์ทอัพ

อัตราการอยู่รอดของสตาร์ทอัพไทยยังคงไปไม่ถึงไหน แม้ว่าสตาร์ทอัพไทยจะเป็นเหมือนนักรบเศรษฐกิจที่จะช่วยผลักดันประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 แต่ปัจจุบันยังคงย่ำอยู่กับที่หรือล้มหายไปตามกระแส ซึ่งเหลือเพียง 1% เท่านั้นที่สามารถอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้เพราะมีเงินลงทุนจาก VC ที่จะทำธุรกิจอย่างเพียงพอในแต่ละรอบของการหาเงินทุนดังนั้นหากสตาร์ทอัพมีความเข้าใจว่า VC ต่างชาติมองหาอะไร ก่อนที่จะลงทุนก็นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับธุรกิจ

เจฟฟรี เพย์น ผู้ร่วมก่อตั้งและนักลงทุนชื่อดังของ Golden Gate Ventures 

เจฟฟรี เพย์น ผู้ร่วมก่อตั้งและนักลงทุนชื่อดังของ Golden Gate Ventures ที่มีประสบการณ์ในการทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทสตาร์ทอัพมาก่อน และเป็นหนึ่งในเทรนเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนจากโครงการ dtac Accelerate batch5 ได้มาแชร์ 6 ปัจจัย ที่นักลงทุนจะมองหาจากสตาร์ทอัพไว้ดังนี้

1.Team (การทำงานเป็นทีม) การมีทีมงานที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเปิดใจพร้อมที่จะถูกเทรนหรือโค้ชตลอดเวลา และมีความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจและมีความโฟกัสในการทำธุรกิจของตัวเอง

2.Market Opportunity (โอกาสการทำธุรกิจหรือตลาดใหม่) เงินทุนเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงและต้องดูยอดขายของธุรกิจว่ามีอัตราการเติบโตมากน้อยแค่ไหน รวมถึงเข้าใจมูลค่าทางธุรกิจของตนเอง

3.Defensibility (การป้องกันธุรกิจของตน) ต้องตรวจสอบว่าธุรกิจของเราง่ายที่จะถูกคัดลอกไหม เพื่อป้องกันคู่แข่งไม่ให้ลอกเลียนแบบธุรกิจและต้องสร้างความแตกต่าง

4.Capital / Margins (เงินทุน) ความคุ้มค่าของการลงทุนในธุรกิจและต้องคำนวณเรื่องการใช้เงินว่าต้องใช้เวลามากน้อยแค่ไหนกว่าจะคืนทุน

5.Country For Follow On (ประเทศหรือผู้ลงทุนต่อเนื่อง) มีผู้ลงทุนในตลาดเพียงพอหรือไม่เพื่อที่จะให้สตาร์ตอัพไต่ไประดับที่สูงกว่า

6.Exit Potential (จุดหมายสำคัญของธุรกิจ) เป้าหมายของสตาร์ทอัพว่า ในที่สุดแล้วจะขายกิจการ หรือเอากิจการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

ทั้งนี้เจฟฟรี เพย์นยังได้เล่าถึงความแตกต่างของการทำสตาร์ทอัพในประเทศไทยและต่างประเทศ ให้ประสบความสำเร็จ รวมถึงยังได้แชร์ทิปมัดใจ VC สั้นๆ และทิศทางการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ

1.Be Yourself (เป็นตัวของตัวเอง) โชว์ศักยภาพของสตาร์ทอัพให้เยอะที่สุด บอกจุดแข็งของตัวเองและความจริงใจต่อผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญ

2.Family Oriented (ความเกื้อกูลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน) เป็นจุดแข็งที่สตาร์ทอัพควรรักษาเอาไว้ ความเป็นครอบครัวเดียวกัน ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างสตาร์ทอัพกันเอง

3.Understanding Cultural Differences (ความแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรม) สตาร์ทอัพจะไปไกลได้ถ้าพัฒนาในเรื่องของภาษาและเดินทางออกไปต่างประเทศ เพื่อหามุมมองในการทำธุรกิจที่กว้างมากขึ้นหรือมองเห็นภาพใหญ่มากขึ้น ตอบโจทย์ลูกค้าในระดับสากลหรือในภูมิภาค

ทิศทางการทำธุรกิจสตาร์ตอัพในไทย ในภาพรวมตอนนี้เริ่มมีนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาในไทยมากขึ้น และพร้อมจะช่วยเรื่องเงินทุนให้กับสตาร์ตอัพไทย

กิตตินันท์ อนุพันธ์ ผู้ก่อตั้ง Claim Di (ขวา)

กิตตินันท์ อนุพันธ์ ผู้ก่อตั้ง Claim Di ซอฟต์แวร์ที่ปฏิวัติวงการประกันภัย รายแรกของโลก บริการเคลมประกันภัยรถยนต์ได้ทุกประเภท และเป็นสตาร์ตอัพที่ Golden Gate Venture ลงทุนในระดับ Seed และ Series A อย่างต่อเนื่อง กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติต้องการในตัวสตาร์ตอัพไทย คือ Visibility หรือ การทำให้นักลงทุนต่างชาติมองเห็นศักยภาพของสตาร์ตอัพ เช่น การไป pitch บนเวทีต่างๆ ทำตัวให้นักลงทุนมองเห็น ทำให้นักลงทุนสนใจและอยากร่วมลงทุนด้วย ข้อสองคือ Growthหรือ ความเติบโตทางธุรกิจ ที่สามารถวัดได้ในระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ หรือเดือน เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะมัดใจ VC และทำให้เกิดความแตกต่างจากคู่แข่ง และสุดท้ายคือ Evaluation หรือ การประเมินมูลค่าบริษัทตนเองได้ตรงตามที่ VC ต่างชาติมองหาและต้องการในทิศทางเดียวกันและทำให้นักลงทุนต่างชาติเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ และเข้าใจในมูลค่าของบริษัทที่ตรงกัน”

เห็นได้ว่าสิ่งสำคัญคือความเข้าใจในธุรกิจของตัวเอง และแผนที่จะเติบโตในอนาคต สำหรับสตาร์ทอัพที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ก็นำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ เพื่อดึงดูดนักลงทุนกันได้เลย

You may be interested in

Related Posts