บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด เว็บไซต์หางานของเอเชีย เผยผลสำรวจอัตราการจ่ายโบนัสในประเทศไทย ประจำปี 2560 โดยระบุว่า 46% ของผู้ประกอบการยังคงตระหนักว่าโบนัสเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สามารถวัดผลการตัดสินใจอยู่หรือไปของพนักงาน ขณะที่ 47% ยังเชื่อว่าโบนัสสามารถดึงดูดผู้หางานได้
โดยทั้งผู้ประกอบการ 70% และพนักงาน 49% ต่างเห็นสอดคล้องกันว่า โบนัสที่พิจารณาจ่ายตามผลงาน เป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นผลสัมฤทธิ์ของความพยายามที่พนักงานทุ่มเทให้กับการทำงาน
สำหรับช่วงเวลาจ่ายโบนัสของบริษัทไทยที่นิยมมากที่สุด 3 อันดับแรกคือช่วงเดือน ธันวาคม 39% มกราคม 14% และกุมภาพันธ์ 12% ตามลำดับ
ยานยนต์ ครองธุรกิจจ่ายโบนัสสูงสุด
บริษัทในไทยมีรูปแบบการให้โบนัส 2 ประเภท คือ แบบการันตี และแบบพิจารณาตามผลงาน และเมื่อพิจารณาการจ่ายโบนัสทั้งสองแบบเป็นรายธุรกิจ พบว่า ธุรกิจธุรกิจยานยนต์เป็นธุรกิจเดียวที่มีการจ่ายโบนัสสูงสุดทั้งแบบการันตีและพิจารณาตามผลงานเฉลี่ยสูงสุดที่ 2.33 เดือน และ 2.14 เดือนตามลำดับ
เอาโบนัสไปออม–ลงทุน
นอกจากนี้เมื่อศึกษาถึงแนวโน้มการใช้จ่ายโบนัส พบว่า ไม่ว่าจะเป็น Baby Boomer, Gen X และGen Y เลือกเก็บโบนัสไว้เป็นเงินออม ตามด้วยการนำไปลงทุน ขณะที่ Gen Z เลือกนำโบนัสไปลงทุนเป็นอันดับแรกและเงินออมเป็นอันดับสอง แสดงให้เห็นว่า Gen Z ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 18-25 ปี มองเห็นความสำคัญของผลตอบแทนการลงทุนที่ก้าวกระโดดมากกว่าการออมอย่างเดียว โดยมักหาความรู้ด้านการเงินจากการอัพเดทข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์
นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า คนรุ่นใหม่เร่งสร้างความมั่นคงทางการเงินให้ตัวเอง โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนและการเก็บออมมากขึ้น และชื่นชอบการบริหารจัดการเงินให้มีผลตอบแทน เพราะต้องการสร้างความมั่งคั่งให้เร็วที่สุด อีกทั้งยังมองการทำงานเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับชีวิต เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะและความสามารถอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคนทำงานและคนหางานมีทางเลือกในการทำงานมากขึ้น ทั้งงานอิสระ อย่างฟรีแลนซ์ หรือธุรกิจส่วนตัว ทำให้การตัดสินใจเลือกงานไม่ใด้เป็นของผู้ประกอบการอีกต่อไป ดังนั้น ผู้ประกอบการ อาจต้องนำเสนอค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่พนักงานจะได้รับ เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาทำงานและรักษาคนเก่าให้อยู่กับองค์กร