งานสัมนาดิจิทัลประจำปี 2560 หรือ DAAT 2017 โดยสมาคมโฆษณาดิจิทัล ได้จัด การเสวนาให้หัวข้อ “เทรนด์ล่าสุดทางด้านดิจิทัล” ซึ่งสปีกเกอร์ Speaker จาก 3 เว็บไซต์ดังในวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งและวงการโฆษณา ได้แก่ Brand Buffet, Thumbsup และ Marketing Oops! มาบอกเล่าถึงเทรนด์โฆษณาโลกและไทยในปีนี้จะมีอะไรเด่นๆ รวมถึงวิธีการใช้เครื่องมือการตลาด
โดยเริ่มจาก รัสรินทร์ อรุณอิทธิวิทย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการ Brand Buffet กล่าวว่า หากพูดถึงการตลาดในปีนี้จะเชื่อมโยงไปสู่มาเก็ตติ้ง 4.0 และเป็นการสร้างโฆษณาในรูปแบบใหม่ โดยแบรนด์อาจจำเป็นต้องสร้างคอนเทนต์เป็นของตนเอง หรือโฆษณาช่วยเหลือผู้บริโภคและสังคม ไม่ใช่แค่สื่อสารออกไปเท่านั้น แต่ต้องสร้างประโยชน์ควบคู่กันด้วย และระบุว่ามี 4 เทรนด์ที่สำคัญ ได้แก่
1. Brand Purpose ทุกวันนี้โลกเต็มไปด้วยปัญหาสังคม ผู้คนเริ่มให้ความสนใจและตระหนักในปัญหาต่างๆ รอบตัว ดังนั้น เทรนด์โฆษณาในอีก 2-3 ปี เป็นการที่แบรนด์ต้องเข้าไปช่วยผู้บริโภคและสังคมได้อย่างไร ยกตัวอย่าง แคมเปญที่พูดถึงเรื่องการเหยียดเชื้อชาติของ EDEKA Supermarket สื่อให้เห็นถึงอาหารหรือสินค้าที่ไม่ใช่ชนชาติเราจะเหลืออะไรบ้างบนแผงขาย ทำให้ผู้บริโภคตะหนักได้ว่าเราไม่สามารถอาศัยอยู่เพียงชนชาติเดียวในโลก
2. Power of Social Media Gen Z เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี ถูกสั่งสมประสบการณ์กับโซเชียลมีเดีย ทำให้มองมูลค่าของสินค้าต้องโชว์เพื่อนในโซเชียลฯ ได้ ในส่วนของกลุ่ม Millennials ข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย กลายเป็นพื้นที่โฆษณาอันดับ 1 จึงเป็นที่มาของการเกิด Micro-Influencer อย่างเช่น แบรนด์ร้านเสื้อผ้าอย่าง Primark โดยจัดพื้นที่โชว์ในห้องลองเสื้อ เมื่อลองเสื้อก็สามารถถ่ายเซลฟี่ออกไปอวดเพื่อนในโซเชียลฯ ได้
3. Content and Platform Disruption ธุรกิจเริ่มมีการสร้างคอนเทนต์ของตัวเอง และใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางใหม่ ต้องปรับตัวไปตามโซเชียลมีเดีย หมุนไปตามแพล็ตฟอร์ม จุดที่เห็นได้ชัดในช่วงนี้อย่าง เวิร์คพ้อยท์มีการที่ Tie-in สินค้าในช่วงที่มีการถ่ายทอดโฆษณาในเวลาปกติ แต่เวิร์คพ้อยท์ก็สามารถหาคอนเทนต์มาใส่ได้ในช่วงว่างนั้นในรายการ The Mask Singer อีกหนึ่งสิ่งที่จะต้องปรับตัว จากเดิมโพสต์รูปบนอย่างเดียว จะถูกเพิ่มเป็นโฆษณาในเวลาเพียง 6 วินาที เพื่อเป็นการคว้าความสนใจผู้บริโภค
4. Big Data ปกติแล้วเราใช้ข้อมูลเป็นเพียงโปรแกรมจัดการหลังบ้าน หรือการนำเอา Data มาสร้างสรรค์แคมเปญ แต่วันนี้ถูกรวมเข้ากับเทคโนโลยีแล้วสร้างเป็นแคมเปญที่น่าสนใจใหม่ๆ ได้ เช่น แคมเปญ LED Running Track ของไนท์กี้ เพื่อโปรโมท The Luna Epic โดยการนำชิพผูกกับเชือกรองเท้าแล้วให้เกิดการแข่งวิ่งกับตัวเอง แล้ววิ่งตามความเร็วตามสภาพร่างกายของเรา เป็นการใช้ Big Data มาเชื่อมกับสินค้าได้อย่างถูกจุด
สำหรับ อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ร่วมก่อตั้ง Thumbsup กล่าวว่า เมื่อธุรกิจต่างปรับตัวรับดิจิทัล และต้องเจอกับปัญหาของผู้เล่นรายเล็กหลายรายจะเข้ามาแข่งกับรายใหญ่ รวมถึง Digital Trend ที่กำลังเป็นที่สนใจในตอนนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องของ Blockchain ที่จะเข้ามาเปลี่ยนในอีก 3-4 ปีข้างหน้า เปลี่ยนแปลงภาคธุรกิจที่ไม่ใช่แค่เรื่องของการเงิน แม้แต่วงการตลาดและโฆษณาก็จะถูกนำมาใช้เช่นเดียวกัน
อรนุช มองว่า จะมีการนำ Blockchain มาใช้ในลักษณะเป็นแพล็ตฟอร์ม Adshares มีความน่าเชื่อถือเพราะไม่มีคนกลาง และไม่ได้เก็บข้อมูลนั้นไว้ที่ใดที่หนึ่ง ที่สำคัญคือ มีความปลอดภัยของข้อมูลสูงมาก จะเข้ามาช่วยแก้ไขในเรื่องความโปร่งใส การติดตามเงินได้ และลดต้นทุนค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างการใช้ Blockchain ในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งคนจีนกลัวเรื่องอาหารปลอม และการปลอมแปลงอาหาร จึงมีบริษัทอีคอมเมิร์ซของจีน JD.com มีการติดข้อมูลทุกอย่างของเนื้อพร้อมกับให้แสกนข้อมูลเกี่ยวกับที่มาทุกๆ อย่างแบบละเอียด รวมถึงยังเข้าไปยังธุรกิจดนตรีในการแก้ปัญหาเรื่องถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่ง Blockchain จะช่วยในการแทร็กติดตามได้ว่าผลงานของเรา และได้รับเงินอีกด้วย
ปิดท้ายด้วย ณธิดา รัฐธนาวุฒิ ผู้ก่อตั้ง MarketingOops! มีความเห็นที่ต่าง บอกว่าเทรนด์ปีนี้ค่อนข้างเงียบ อาจจะมองไม่ค่อยเห็นอะไรเด่นๆ นัก
เมื่อดูจากต่างประเทศแล้ว AI หรือ Machine Learning จะโดดเด่นมาก สำหรับไทยเองถือว่าเกาะกระแสเทรนด์โลกอยู่ตลอด ดังนั้น แบรนด์อาจจะต้องทำการตลาดแบบ Best in Class Customer Experience ถ้าสามารถจับใจผู้บริโภคได้ ก็จะเพิ่มยอดขายได้ น่าจะเป็นเทรนด์ที่สำคัญของการทำ Digital Marketing ในเวลานี้ไปถึงปีหน้า
เมื่อดูพฤติกรรมของกลุ่ม Millennials มีการใช้อินเตอร์เน็ตเยอะ และใช้ตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นทั้ง Users และ Content Creator ในคนเดียวกัน และยังยินดีซื้อสินค้าที่ตอบโจทย์จริงๆ ซึ่งข้อมูลของผู้บริโภคเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ และจะถูกรวมเข้ากับ 3 เทคโนโลยีที่เป็นตัวช่วย Data + ML Machine Learning + AI + IoT เป็นการทำการตลาดแบบ Real-time, Right Time ได้ และยังสร้าง Personalized Experience บน platform ของแบรนด์สินค้าได้เช่นกัน
รวมถึงขณะนี้ แบรนด์ต่างหันมาใช้ Chatbot เพื่อเป็นช่องทางแนะนำสินค้า บริการ และรับ Feedback ทั้งทางเว็บไซต์ LINE และ Facebook ซึ่ง Bot เข้าใจภาษามนุษย์และสามารถโต้ตอบกับมนุษย์ได้ด้วยการถามตอบและหาคำตอบในสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ และยังสามารถสร้างประสบการณ์ของผู้บริโภค สร้างความสัมพันธ์ และไม่อารมณ์เสียไม่หงุดหงิด
สรุป
แม้ว่าเทรนด์เทคโนโลยีที่กล่าวมาข้างต้น อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่นักสำหรับปีนี้ บางครั้งอาจไม่ได้มองแค่ตัวเทคโนโลยีเท่านั้น แต่อาจจะโฟกัสไปที่ Disruptive Technology มากกว่า จะนำมาใช้อย่างไรให้ในการสร้างแบรนด์ และทำการตลาดสื่อสารออกไปให้เกิดประโยชน์สูงสุด