“@guplia”นพ.วิภาส สุภัครพงษ์กุล คนดังจากทวิตเตอร์ สู่นักเขียนหน้าใหม่

จากเรื่องราวสุดเพลียที่พบในชีวิตประจำวัน ถูกบรรจงคัดจนเหลือ 140 ตัวอักษร ประกอบเข้ากับสำนวนการเขียนที่สอดแทรกมุกตลกและจิกกัดเล็กน้อย ชวนให้ผู้อ่านขำขัน ทำให้ หมอหมิง – นพ.วิภาส สุภัครพงษ์กุล หรือที่ชาวทวิตเตอร์รู้จักกันในนาม “พี่เพลีย (@guplia)” กลายเป็นแอ็กเคานต์ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนคน  และเป็นเจ้าของหนังสือที่มีชื่อว่า “เรียนหมอหนักมาก”

2

แพทย์ไทยหัวใจนิเทศ
หมอหมิง เริ่มบทสนทนาด้วยการเล่าย้อนไปช่วงปี 2554 ที่เขาเพิ่งรู้จักทวิตเตอร์ผ่านคำแนะนำของเพื่อน จากนั้นได้เริ่มเขียน (บ่น) ถึงเรื่องราวใกล้ตัว ด้วยภาษาการเขียนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ทำให้ @guplia มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นที่รู้จักของชาวทวิตเตอร์ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน และด้วยความชื่นชอบการเขียนเป็นทุนเดิม ทวิตเตอร์ทำให้รู้สึกสนุกและหลงใหลการเขียนข้อความมากขึ้น แม้ว่าจะมีข้อจำกัดเรื่องตัวอักษรก็ตาม ที่สำคัญคือ ทวิตเตอร์ยังทำให้เขาค้นพบตัวตนอีกด้านที่ซ่อนอยู่อีกด้วย

เรียนหมอหนักมาก
วันหนึ่ง หมอหมิงทวิตว่า “อยากมีโอกาสเขียนหนังสือสักเล่ม” ข้อความดังกล่าวได้ไปสะดุดตา บรรณาธิการสำนักพิมพ์แซลมอน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ติดตาม จึงได้ชักชวนให้หมอหมิงมาทำงานหนังสือร่วมกัน และด้วยข้อความนี้ทำให้เขาได้มีโอกาสต่อเติมความฝันของการเป็นนักเขียน โดยถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนแพทย์ตลอดระยะเวลา 6 ปี บนหนังสือที่มีชื่อว่า “เรียนหมอหนักมาก” ที่เขาต้องการให้ผู้อ่านได้สัมผัสถึงความหมายของคำว่า เรียนหมอหนักมากในมุมมองที่สนุกสนาน และช่วยให้เข้าใจวิถีชีวิตของนักศึกษาแพทย์แบบง่ายขึ้น

“ผมเคยถามรุ่นพี่ว่า เรียนหมอหนักไหม ทุกคนจะตอบว่าหนักแล้วจบแค่นั้น ซึ่งคำว่าหนักสำหรับเราตอนนั้นคือ การอ่านหนังสือเยอะ แต่จริงๆ แล้วมันกลับเป็นความหนักที่มากกว่าที่เราคิด ซึ่งในรายละเอียดของการเรียนแพทย์ไม่เคยมีใครบอก ขณะที่หนังสือส่วนใหญ่จะบอกเล่าชีวิตหลังเรียนจบแพทย์มากกว่า หนังสือเล่มนี้จึงเขียนขึ้นจากประสบการณ์ที่ต้องการให้คนอ่านรู้ว่า ชีวิตของนักศึกษาแพทย์ที่ว่าหนักนั้น มันขยายความได้มากขนาดไหน ยกตัวอย่างว่า เรื่องเล่าผีในวอร์ดที่ทำให้ผมเคยกลัว จนเมื่อถึงเวลาเข้าจริง เราทุกคนกลับเหนื่อยจนกลัวไม่ออก ต่อให้ผีมาหลอกก็ลุกขึ้นมากลัวไม่ได้ เพราะกลัวว่าจะอดนอนมากกว่า”

4

ความอยากมีตัวตนในสังคมนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิด หากคุณมีของที่ต้องการจะโชว์ เป็นสิ่งที่สร้างสรรค์สังคมและไม่ทำร้ายใคร ผมเชื่อว่าพื้นที่บนโลกออนไลน์เปิดโอกาสให้คุณทำได้อย่างเต็มที่

ทวิตเตอร์ช่วยสร้างคอนเนคชั่น
หมอหมิง ใช้โซเชียลมีเดียหลายช่องทาง และแน่นอนว่า ช่องทางที่เขาชื่นชอบที่สุดคือ ทวิตเตอร์ แม้จะมีกลุ่มคนที่ติดตามผ่านช่องทางอื่นๆ อย่าง เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมเพิ่มมากขึ้น แต่เขากลับมองว่า ทวิตเตอร์นั้น เป็นช่องทางที่ตอบโจทย์มากที่สุด ขณะเดียวกันยังให้อะไรที่มากกว่า คือการสร้างคอนเนคชั่น

หมอหมิง เล่าว่า “ทวิตเตอร์ทำให้เรารู้จักคนในแวดวงหนังสือเพิ่มมากขึ้น รวมถึงดารา-นักแสดง หรือแม้แต่นักร้อง ซึ่งหลังจากที่เราได้ติดตามความคิดของกันและกันผ่านตัวอักษรจนรู้จักกันประมาณหนึ่งแล้ว ยังทำให้เราได้มีโอกาสติดต่อและรู้จักกันในชีวิตจริงอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ซึ่งการที่ผมเข้ามาสู่วงการเป็นนักเขียนได้ เพราะการเขียนทวีต และหนังสือเล่มนี้ที่เกิดขึ้นได้ ส่วนหนึ่งเพราะได้รับโอกาสจากบ.ก.สำนักพิมพ์แซลมอน ที่ชักชวนผมผ่านทวิตเตอร์”

e200

ฉบับที่ 200 เดือนสิงหาคม

ชำระเงินผ่านแอพฯ แชต รับตลาดโมบายล์

ใครๆ ก็เกิดได้บนโลกโซเชียลฯ
นอกจากนี้ หมอหมิง มองว่า โซเชียลมีเดียสามารถทำให้คนธรรมดากลายเป็นคนมีชื่อเสียงภายในชั่วข้ามคืน ขณะเดียวกันอาจเป็นกลายดาบสองคมที่ทำให้คนรุ่นใหม่พลาดพลั้งได้ และด้วยความที่มีคนติดตามเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องระมัดระวังถ้อยคำที่จะสื่อสารมากขึ้น

“เมื่อก่อนเวลาที่มีคนบอกว่า ผมเป็นเซเลบทวิตเตอร์ ผมจะบอกตลอดเลยว่าไม่ใช่ ผมก็คือผู้ใช้คนหนึ่ง แต่พอถึงจุดหนึ่งก็ยอมรับได้หากคนภายนอกจะมองว่าเราเป็นคนดังในทวีต ซึ่งคนที่บ้านจะคอยเตือนเสมอว่า ก่อนจะทวีตอะไรให้คิดก่อน เพราะสิ่งที่ออกสู่โลกออนไลน์ไปแล้ว แม้ว่าเราจะลบได้ แต่อาจมีคนแคปภาพทัน ดังนั้นผมจึงเลือกที่จะไม่ทวีตเชิงต่อว่า หรือเจาะจงบุคคล รวมถึงเรื่องที่ควรเลี่ยง เช่น การเมือง แต่จะทวีตล้อไปกับเรื่องที่กำลังเป็น กระแสบนไทม์ไลน์ โดยแทรกมุขตลกเข้าไป”

หมอหมิง เผยมุมมองที่น่าสนใจต่อว่า “ความอยากมีตัวตนในสังคมนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิด หากคุณมีของที่ต้องการจะโชว์ เป็นสิ่งที่สร้างสรรค์สังคมและไม่ทำร้ายใคร ผมเชื่อว่าพื้นที่บนโลกออนไลน์เปิดโอกาสให้คุณทำได้อย่างเต็มที่ ซึ่งปัจจุบันมีตัวอย่างหลายคนมีชื่อเสียง เพราะใช้โซเชียลมีเดียในทางสร้างสรรค์ ขณะที่บางคนเกิดขึ้นจากกระแสดราม่า แน่นอนว่าสิ่งที่ได้รับคือ ความสนใจจากคนติดตาม มีคนพูดถึงเป็นจำนวนมาก แต่การที่เขาติดตามไม่ได้แปลว่าเขาชื่นชอบ หรือพูดถึงในทางที่ชื่นชม เขาติดตามเพราะต้องการนำเรื่องไปพูดต่อ ดังนั้นเด็กรุ่นใหม่จึงไม่ควรยึดติดกับสิ่งนี้มากจนเกินไป”

ตอนต่อไปของพี่เพลีย
หลังจากหนังสือเรียนหมอหนักมากออกมาได้เพียงไม่นาน ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับค่อนข้างดีขึ้นเป็นอันดับ 1 หนังสือขายดีในร้านหนังสือหลายแห่ง ซึ่งหมอหมิง เผยว่า หลังจากนี้เขาจะใช้เวลาที่ว่างเพื่อทำงานที่เขารักอีกทาง ซึ่งอีกไม่นานเกินรอ เราคงได้เห็นหนังสือเล่มที่ 2 ของเขาออกมา

“เดิมทีผมวางแผนที่จะเขียนหนังสือส่งสำนักพิมพ์อยู่แล้ว หากไม่มีโอกาสได้ร่วมงานกับสำนักพิมพ์แซลมอนเสียก่อน อาจทำให้ผมเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ช้ากว่าเดิม ทั้งนี้นอกจากงานตรวจรักษาคนไข้ในฐานะแพทย์อายุรกรรม และแพทย์ผิวหนัง ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงวางแผนเขียนหนังสือเล่มที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ด้านแพทย์เช่นเดิม แต่เรื่องราวจะเข้มข้นและมีความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น ก็ขอฝากติดตามด้วย” หมอหมิง กล่าวทิ้งท้าย

You may be interested in

Latest post from Facebook

Related Posts

Amazon ลองแปลง “นักรีวิว” ให้เป็นแม่ค้าพ่อค้า

Amazon ได้ทดลองแคมเปญ “influencer program” ให้นักรีวิวสมัครเล่นบ้าง อาชีพบ้าง สามารถสร้างร้านขายของออนไลน์ของตัวเองบน Amazon ได้ง่ายๆ แล้วอเมซอนจะแบ่งรายได้ให้ …จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นการ “แปลงนักรีวิว เป็นแม่ค้าพ่อค้า” ก็ว่าได้